แต่งคอนโดด้วยพาเลทไม้

1. พาเลทไม้เก่าอย่าทิ้ง เอามาแต่งคอนโด ในสไตล์มินิมอล

การใช้พาเลทไม้เป็นฐานรองที่นอนดูอาจจะไม่น่าประหลาดใจสักเท่าไหร่ เพราะหน้าที่ของพาเลทไม้คือเอาไว้รองสินค้าอยู่แล้ว แต่ที่เอามานำเสนอเพราะพาเลทไม้ มีความแข็งแรง คงทน และราคาไม่สูงเกินไป ใครที่มีงบประมาณในการแต่งห้องนอนจำกัด แต่ต้องการความแปลกใหม่ หลุดจากกรอบเดิมๆ ที่ต้องใช้เตียงสำเร็จรูป ไม่ซ้ำใครล่ะก็ การเอาพาเลทไม้มาเป็นฐานรองที่นอนก็ดูเข้าท่าเหมือนกัน อีกทั้งไอเดียนี้ไม่ต้องไปดัดแปลง ตัดต่ออะไรให้วุ่นวาย แค่ไปหาซื้อพาเลทไม้ ให้พอดีกับขนาดที่นอน จากนั้นก็เอามาทำความสะอาด ฉีดน้ำยากันปลวก ทาเคลือบไม้ (ซึ่งร้านที่จำหน่ายน่าจะมีบริการอยู่แล้ว) พอได้มาเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็จัดการนำไปในตำแหน่งที่ต้องการได้เลย ก่อนจะวางที่นอนจะเอาผ้ารองอีกชั้นเพื่อกันความชื้นหรือจะไม่รองก็ได้แล้วแต่ชอบ แค่นี้ก็ถือว่าเป็นอันเสร็จสมบูรณ์ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า ถูก ดี เก๋!

2 เพิ่มลูกเล่นในการแต่งคอนโด ด้วยการเอาพาเลทไม้ มาทำเป็นโต๊ะกลาง

โต๊ะกลางตามบ้าน ตามคอนโดส่วนใหญ่มักทำมาจากโฟเมก้าหรืออลูมิเนียม ซึ่งบางคนอาจจะไม่ชอบ เพราะทำให้รู้สึกแข็งทื่อเป็นแพทเทิร์นตายตัว ตามแบบฉบับบ้านจัดสรรหรือคอนโดมากเกินไป ซึ่งการเอาพาเลทไม้มาทำเป็นโต๊ะกลางก็สามารถช่วยให้อารมณ์ของห้องดูซอฟต์ ดูอบอุ่นขึ้น เพราะได้ไม้ที่เป็นวัสดุจากธรรมชาติมาเพิ่มความอ่อนนุ่ม ซึ่งการจะเอาพาเลทไม้มาทำเป็นโต๊ะกลางก็สามารถทำได้ง่ายๆ แค่หาพาเลทไม้มาวาง ให้ได้ตามความสูงที่ต้องการ จากนั้นใช้ผ้าลวดลายต่างๆ ปูโต๊ะหรือจะใช้กระจกใสวางด้านท็อปก็ได้ แต่ถ้าอยากเพิ่มลูกเล่นให้มันดูเก๋ไก๋ขึ้นไปอีก ก็ลองไปหาล้อเลื่อนมายึดติดด้านใต้ เพื่อที่เวลาจะเคลื่อนย้ายก็ไม่ต้องมาคอยยกให้เสียเวลา เลื่อนไปได้เลย!

3 ดัดแปลง พาเลทไม้ มาเป็นที่แขวนของสารพัดประโยชน์

เป็นที่รู้กันดีว่าพื้นที่ในคอนโดนั้นมีค่อนข้างจำกัด ดังนั้นการจัดวางเฟอร์นิเจอร์จึงต้องคำนวณให้ได้ขนาดที่พอดีเป๊ะๆ เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่ใช้สอย ซึ่งทางออกที่ดีที่สุดของการประหยัดพื้นที่คือทำให้ข้าวของ เครื่องใช้ ไปอยู่ในลักษณะลอยตัวหรือแขวนแทนที่จะวางลงตรงพื้น

ซึ่งการเอาพาเลทไม้มาทำเป็นที่แขวนสิ่งของต่างๆ ก็ดูน่าสนใจมาก เพราะด้วยความแข็งแรงของไม้ สามารถรับน้ำหนัก ของจำพวกกุญแจห้อง , ร่ม ,หมวก ได้แบบสบายๆ หรือจะเอาไปติดในครัวไว้แขวนพวกหม้อ ไห ฯ ก็ยังได้อยู่และที่สำคัญยังดูสวยงามแปลกตาด้วย โดยสิ่งที่ต้องทำในการเอาพาเลทไม้มาทำที่แขวน คือแค่หาน๊อตมายึดไม้ให้ติดกับผนัง จากนั้นก็หาตะปู หรือตะขอมาเป็นที่แขวนแค่นี้เป็นอันเสร็จเรียบร้อย ง่ายจะตาย!

4 พื้นที่มีน้อย ใช้พาเลทไม้ ปลูกพืชผักสวนครัวริมระเบียงคอนโดกันเถอะ

คนที่อาศัยอยู่คอนโดคงประสบปัญหาในเรื่องการปลูกต้นไม้ทุกคน เพราะพื้นที่ระเบียงมีไม่มากพอที่จะวางกระถางต้นไม้ให้เต็มพื้นที่ เพราะไหนจะต้องแบ่งพื้นที่ไปวางที่นั่งเล่นหรือไปวางเครื่องซักผ้าอีก แบบใจนึงก็อยากจะมีพื้นที่สีเขียว อีกใจกอยากจะมีพื้นที่ใช้สอย มันเลยเลือกไม่ได้ว่าจะเอายังไงดี ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากนำ พาเลทไม้มาเป็นอุปกรณ์ในการปลูก เพราะพาเลทไม้ขนาดมาตรฐานจะหนาแค่ 15 ซม.เท่านั้น ซึ่งถือว่ากินพื้นที่ระเบียงน้อยมาก แค่เอาไปพิงกับผนังด้านในด้านนึงเท่านั้นก็พอแล้ว

5 เปลี่ยนพาเลทไม้ เป็นที่วางรองเท้า

ไอเดียนี้ถือเป็นไอเดียที่คาดไม่ถึงจริงๆ หรือจะบอกว่า อย่างงี้ก็ได้เหรอ? เพราะคนส่วนใหญ่มักจะเอาพาเลทไม้ไปเป็นฐานรอง ของต่างๆ แต่ไอเดียนี้กลับคิดที่จะนำมันมาเป็นช่องเก็บรองเท้า โดยไม่ต้องดัดแปลงอะไร แม้แต่นิดเดียว เพียงแค่หาซื้อพาเลทไม้จากร้านขายวัสดุทั่วไป หรือจะมองหาจากข้างทางก็ได้ แล้วมาทำความสะอาด แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว หรือถ้าไม่ชอบสีไม้เดิมๆ ก็ลองเอาสีแต่งแต้มมันให้ดูสวยงาม แค่นี้คุณก็จะได้ที่เก็บรองเท้าสุดเก๋ไก๋ไม่ซ้ำใคร

อย่างไรก็ตามการนำมาเลทไม้มาใช้อาจจะต้องฉลาดเลือกกันหน่อย โดยเฉพาะพาเลทจากแคนาดาและอเมริกามักจะมีการรมยาเพื่อป้องกันหนอนและแมลง ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากเครื่องหมาย MB ที่ประทับอยู่ ยาฆ่าแมลงเหล่านี้หากอยู่ในพื้นที่ปิดอย่างคอนโดอาจจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ สำหรับพาเลทที่ไม่ได้ประทับตราก็อาจจะไม่ปลอดภัยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องของแมลงที่อาจจะมากับพาเลทเหล่านั้น พาเลทที่ควรใช้งานควรเป็นพาเลทไม้ที่ประทับตรา HT (Heat treatment) ซึ่งเป็นการกำจัดแมลงด้วยความร้อน

โพสท์ใน พาเลทไม้ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน แต่งคอนโดด้วยพาเลทไม้

ใช้จิตวิทยาเพื่อให้คนแชร์ : รู้จัก 6 ตัวตนของนักแชร์ก่อนทำ Content

การทำ Social Media Marketing หรือ Content Marketing นั้นสิ่งที่มุ่งหวังกันอย่างมากคือการที่จะได้ Earn Media กลับมา โดยเฉพาะการ Shares ออกไปสู่เครือข่ายของตัวเองออกไปมากมายจากคนที่ชอบในเนื้อหานั้น ๆ ออกมา ผลของการแชร์นั้นไม่เพียงจะมีผลต่อแบรนด์ แต่มีผลต่อผู้แชร์ด้วย ซึ่งถ้า content นั้นดีจนมีการแชร์ออกไป ผู้แชร์จะได้รับการตอบสนองจากคนที่ติดตามเพื่อให้ผู้แชร์นั้นได้แชร์เนื้อหาต่าง ๆ ออกมาอีกด้วย ทั้งนี้การแชร์ออกมาจากผู้แชร์นี้ทำให้ตัวตนของผู้แชร์นั้นมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาที่แชร์ออกมาด้วย

ทั้งนี้เพื่อสร้างเนื้อหาที่จะสามารถส่งต่อไปได้อย่างดี การเข้าใจกลุ่มที่จะสื่อสารออกไปว่ามีพฤติกรรมอย่างไรและสร้าง Content ที่ตอบสนองกลุ่มต่าง ๆ ให้ตรงมากขึ้นนั้นมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งเพื่อที่จะจัดกลุ่มผู้ฟังหรือสร้าง Segment ของการทำ Content ขึ้นมา ทางหนังสือพิมพ์ New York Times ได้แนะนำการสร้างบุคลิกภาพ 6 แบบของกลุ่มที่จะทำการแชร์เนื้อหาออกมา (Six Distinct Personas) โดยแต่ละกลุ่มจะมีเหตุผลที่อยากจะแชร์นั้นแตกต่างกันออกไป ซึ่ง 6 กลุ่มนั้นมีดังนี้

1. Altruists : มองว่าการแชร์นั้นเป็นการกระทำที่ตัวเองนั้นสนใจที่จะมอบให้ผู้อื่น สนใจว่าคนที่ติดตามจะได้ประโยชน์อย่างไรโดยไม่ได้มองว่าจะได้อะไรตอบแทนกลับมาจากการกระทำนี้ ซึ่งคนกลุ่มนี้แค่สนใจว่าเนื้อหานั้นจะดีต่อคนที่ได้รับเนื้อหานี้ต่อไปได้มากแค่ไหนต่อไป

2. Careerists : มองว่าการแชร์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Profile ตัวเอง ซึ่งคนกลุ่มนี้จะมองหาเนื้อหาที่มีความหมายและให้ผลตอบแทนที่คุ้มค้าออกมา สิ่งที่กลุ่มนี้ต้องการจากการกระทำคือการได้รับการยกย่องจากการแชร์เนื้อหาต่าง ๆ คนกลุ่มนี้อยากจะมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนที่สร้างขึ้นมา และที่น่าสนใจคือจะชอบปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาที่แชร์มาหาตัวเองด้วย

3. Hipsters: เป็นกลุ่มที่แชร์เนื้อหาเพียงเพราะว่าเนื้อหาดังกล่าวนั้นสะท้อนตัวตนในสิ่งที่ตัวเองเป็น และช่วยให้ตัวเองเชื่อมต่อกับโลกได้ พวกนี้อยากเป็นคนกลุ่มแรก ๆ ที่จะแชร์ออกมาและจะมีความ Active สูงในการหา Content ใหม่ ๆ เพื่อแชร์ออกไป หรือแชร์ในสิ่งที่เจอมาในทันที

4. Boomerangs : กลุ่มนี้คือกลุ่มที่แชร์เนื้อหาต่าง ๆ เพราะว่าจะทำให้สามารถปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ ได้ คนกลุ่มนี้ต้องการหาวิธีที่จะเริ่มการสนทนาหรือถกเถียงในหัวข้อต่าง ๆ และถูกผลักดันความต้องการที่จะต้องการการยืนยันความถูกต้องในความคิดได้ ซึ่งจะมีความคล้ายกับกลุ่ม Hipsters คือเป็นกลุ่มที่จะหา Content ใหม่ ๆ มาแชร์เสมอ

5. Connectors: พวกนี้คือกลุ่มที่แชร์ Content เพราะมองว่า Content นี้จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มที่แชร์ออกไป ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องบันเทิง คูปองและส่วนลดราคาในการซื้อของต่าง ๆ การแชร์ของคนกลุ่มนี้คือการแชร์ที่เพื่อจะรักษาสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ เอาไว้ในเครือข่ายของตัวเอง

6. Selectives: กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเฉพาะที่จะเลือกเนื้อหาที่ตัวเองจะแชร์อย่างมากและจะแชร์กับกลุ่มทีตัวเองเลือกเท่านั้น คนกลุ่มนี้จะสนใจคุณค่าของข้อมูลใน Content ที่จะแชร์ว่ามีความสำคัญแค่ไหน หรือมีความพิเศษแค่ไหน และที่สำคัญคนกลุ่มนี้จะใช้เครือมือในการแชร์ที่เฉพาะมาก หรือแชร์ในเครือมือของกลุ่มที่ใช้ไม่เปิดให้สาธารณะเข้าถึง ตัวอย่างเช่น กลุ่มสนทนา หรือ email และไม่นิยมใช้ปุ่มแชร์

ทั้งนี้เมื่อเข้าใจกลุ่มการแชร์ทั้ง 6 กลุ่มออกมา ที่นี้ก็สามารถใช้วิธีการที่เรียกว่า Persona-Based Approach ในการทำให้เกิดการแชร์เนื้อหาออกไป เพราะกลุ่มที่จะสื่อสารทางการตลาดนั้นย่อมจะตกอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนี้ เพราะฉะนั้นการรู้ว่าจะสร้าง Content แบบไหนเพื่อจับกลุ่มแชร์แบบไหนนั้นสำคัญ การสร้างเข้าไปดูว่าคนที่แชร์นั้นเป้นใครบ้างและทำการศึกษาว่าชอบแชร์ Content แต่ละแบบนั้นอย่างไรสามารถทำให้เราวางแผนการสร้าง Content ได้ดีขึ้นเช่น ถ้าเป็นข้อมูลที่เป็นเรื่องเทรนด์ อาจจะไปจับกลุ่มคน Careerists มาได้ หรือลองดูว่า channel แต่ละ Channel ที่จะทำ Content ลงไปนั้นมีคนกลุ่มใดอยู่ก็สามารถวางแผนการทำ content ให้เหมาะกับช่องทางต่าง ๆ ได้

หลังจากนั้นสร้าง Content ที่อยากจะจับกลุ่มที่อยากให้แชร์ออกไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เช่น ถ้าทำเว็บไซต์ขายของ ก็ต้องทำ content จับกลุ่มคนที่เป็น Connectors ออกไปเพราะชอบแชร์โปรโมชั่นการขายของต่าง ๆ ออกไป ถ้ากำลังทำอะไรใหม่ ๆ หรือเป็นเรื่องใหม่ต้องจับกลุ่ม Careerists หรือถ้าเป็นเรื่องต้องการการถกเถียง เสนอความคิดเห็น การให้ Hipsters หรือ Boomerangs แชร์ออกไปก็ตรงมาก เมื่อสร้าง Content ออกไปคราวนี้ก็ต้องมาดูแลเนื้อหาต่าง ๆ ที่จะมีในช่องทางตัวเอง โดยลองดูว่ากลุ่มที่แชร์เนื้อหาต่าง ๆ ออกไปในช่องทางตัวเองนั้นมีคนกลุ่มไหนอยู่เยอะ ก็ต้องทำ Content ที่เหมาะกับการแชร์ของคนกลุ่มนั้นออกไป

ทั้งนี้นี่คือไอเดียคร่าว ๆ ที่จะสามารถเนื้อหาที่จะสร้างการแชร์ได้เยอะขึ้น และสามารถแชร์ให้ตรงกลุ่มออกไปมากขึ้น สร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้นของแบรนด์ หรือสินค้าและบริการออกไป สู่กลุ่มเป้าหมายให้ได้มากสุด ถ้าใครยังไม่ลองใช้ลองใช้เครืองมือดูว่ากลุ่มคนที่แชร์นั้นเป็นใครแล้วลองสร้างเนื้อหาที่เหมาะกับการแชร์ขึ้นมาดู เพื่อจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการทำ Content

ที่มา:MarketingOops!

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน ใช้จิตวิทยาเพื่อให้คนแชร์ : รู้จัก 6 ตัวตนของนักแชร์ก่อนทำ Content

เทคโนโลยีในการสร้างโมเดลบ้าน

ในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะสามารถสร้างบ้านได้อย่างง่ายดาย ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยความคิดต้นแบบมาจาก เครื่องพิมพ์ 3 มิติ หรือ 3D Printing ซึ่งอาศัยการสร้างโมเดล 3 มิติ จากคอมพิวเตอร์ แล้วสั่งพิมพ์ไปยังเครื่องพิมพ์ 3 มิติ เหมือนกับการสั่งพิมพ์ด้วยกระดาษทั่วไป แต่เมื่อพิมพ์เสร็จ แล้วจะได้งานที่สั่งพิมพ์เป็นโมเดล หรือวัตถุ 3 มิติ ซึ่งเครื่องพิมพ์ 3 มิตินั้นใช้วัสดุพิมพ์เป็นเรซิ่น ซึ่งจะมีความแข็งแรง ทนความร้อนได้ดี ทำให้เกิดแนว ความคิดว่าแบบนี้ก็น่าจะสร้างบ้าน โมเดลบ้าน ซึ่งเป็นโมเดลที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ด้วยการสั่งพิมพ์เช่นเดียวกัน โดยเปลี่ยนจากเรซิ่นเป็นคอนกรีตไฟเบอร์ หรือวัสดุอื่นๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงโดยไม่ต้องเสริมเหล็กก็น่าจะทำได้ จึงมีการออกแบบเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่ที่มีหัวฉีดพ่นคอนกรีตไฟเบอร์ ฉีดพ่นขึ้นรูปโมเดลบ้านได้ ตามแบบที่ต้องการ และได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ผลิตส่วนประกอบของอาคารสูง หลายแห่งแล้ว

หลักการทำงานของเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่สำหรับการสร้างอาคารจะทำงานเหมือนเครื่องพิมพ์ 3 มิติ นั่นคือ การสั่งพิมพ์จากคอมพิวเตอร์ให้เครื่องฉีด คอนกรีตออกมาเป็นชั้นๆ เรียงซ้อนตัวกันขึ้นมาเป็นชิ้นงานรูปทรง 3 มิติ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเหลี่ยม โค้ง วงรี ได้อย่างอิสระ ช่วยให้ลดระยะเวลาการ ก่อสร้าง ค่าไม้แบบ ค่าแรงงาน ค่าขนส่ง และค่าวัสดุเสียเศษ ลงได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์ขนาดใหญ่สำหรับการก่อสร้างที่ใช้อยู่ใน ปัจจุบัน ถูกนำมาใช้สร้างส่วนประกอบของอาคารเป็นหลัก เนื่องจากสามารถผลิตได้อย่างรวดเร็ว ได้มาตรฐานของขนาดและความแข็งแรง ช่วยการบริหาร จัดการโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ขณะนี้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ถูกวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา ในการที่จะนำมาใช้งาน ก่อสร้างในวงกว้างขึ้น ภายใน 5-10 ปี ข้างหน้า เพื่อเตรียมแก้ปัญหาในอนาคตของอุตสาหกรรมการก่อสร้างที่ต้อง ตอบสนองอัตราการเพิ่มของประชากรโลกที่ต้องการที่อยู่อาศัยจำนวน มากขึ้น ช่วยทดแทนแรงงานก่อสร้าง ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ และที่สำคัญเทคโนโลยีนี้จะช่วยให้การก่อสร้างได้รวดเร็วและมีราคาถูกลง นั่นคือ ผลด้านบวกที่จะเกิดขึ้น แต่ด้านลบนั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงกับบรรดาแรงงานทั้งหมดและผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่อาจจะต้องเตรียมความพร้อมไว้รับมือกับ เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

โพสท์ใน โมเดลบ้าน | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เทคโนโลยีในการสร้างโมเดลบ้าน

จะสกัดกาแฟแล้วก็ลองชิมกาแฟอย่างไร?

เนื้อหานี้คลอบคลุมถึงแนวความคิดการสกัดกาแฟพื้นฐานและก็การลองกาแฟที่สกัดเกิน(over) ขาด(under) แล้วก็สมบูรณ์แบบ(ideal)
การสกัดกาแฟเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดแล้วก็จะต้องทำความเข้าใจสำหรับในการที่จะชงกาแฟมันเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของการชงกาแฟถ้าเกิดไม่มีการสกัดกาแฟก็จะไม่มีกาแฟให้เราได้ดื่มและก็นี่เป็นความหมายอย่างเรียบง่ายที่สุดแต่ว่าบางทีก็อาจจะใช่ที่สุด

การสกัดหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่น้ำนำพาออกมาจากเมล็ดกาแฟคั่ว
มันง่ายสุดๆที่จะบอกหัวข้อนี้แบบคร่าวๆผ่านๆแต่ว่าค่อนข้างจะยากที่จะทำความเข้าใจและก็เอาไปใช้จริงสำหรับขณะนี้ขอผ่านเรื่องเกี่ยวกับไขมันน้ำมันรวมทั้งองค์ประกอบต่างๆของการสกัดไปก่อนและต้องการจะบอกแต่ว่าสิ่งซึ่งสามารถใช้ได้จริงและก็สำคัญอาทิเช่นเราจะลองการสกัดของเราอย่างไรจะปรับอย่างไรการวิเคราะห์เชิงเคมีจะมาแน่นอนแต่ว่าขณะนี้ยังก่อน!

เมื่อผสมกาแฟกับน้ำเข้าด้วยกันมีหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นสิ่งที่จำเป็นและก็ไม่ยุ่งยากต่อการทำความเข้าใจหมายถึงจำนวนมากน้ำจะละลายรสและก็กลิ่นกาแฟออกมาจำนวนหลายชิ้นรสแล้วก็กลิ่นกาแฟนี้จะอยู่ในแก้วกาแฟเมื่อเราได้ดื่มมันนั่นเองที่เหลือที่ไม่สามารถละลายได้จะเป็นส่วนที่เล็กมากๆจะมีผลต่อสัมผัสในปากแต่ว่าไม่สามารถนับรวมว่าเป็นการสกัดได้ไพเราะส่วนนี้จะลอยวนไปวนมาอยู่ในน้ำกาแฟ

มีราวๆ 28%ของเมล็ดกาแฟคั่วซึ่งสามารถละลายน้ำได้นั่นถือได้ว่าเราสามารถสกัดกาแฟออกมาจากเมล็ดกาแฟคั่วละลายในน้ำได้ราว 28% ที่เหลือไว้โดยมากจะเป็นเซลลูโลสรวมทั้งส่วนอื่นๆที่ประกอบกันเป็นกากกาแฟ

น้ำค่อนจะเป็นตัวทำละลายที่ดีในเชิงเคมีแต่ยังไงก็ควรจะมีตัวช่วยถ้าเกิดพวกเรานำเมล็ดกาแฟคั่วที่ยังไม่บดมาหนึ่งกำโยนมันลงไปในน้ำร้อนเราจะไม่สามารถที่จะสกัดอะไรออกมาได้มากนักนอกเหนือจากสิ่งที่อยู่รอบนอกของเมล็ดกาแฟคั่วเพราะเหตุว่าเมล็ดกาแฟคั่วค่อนจะมีความหนาแน่นรวมทั้งสลับซับซ้อนมากมายน้ำไม่สามารถผ่านรวมทั้งเก็บกลิ่นแล้วก็รสออกมาได้มากนักเพราะฉะนั้นเราก็เลยจำต้องเพิ่มผิวสัมผัสของเม็ดกาแฟคั่วโดยการ “เปิดมันออก” น้ำก็เลยจะผ่านแล้วก็เก็บกลิ่นและก็รสออกมาได้หมดทั้งสิ้นที่ว่านี่ทำเป็นโดยใช้เครื่องบดกาแฟมันจะก่อให้เมล็ดกาแฟคั่วเปลี่ยนเป็นผงกาแฟเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสทำให้น้ำได้ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มประสิทธิภาพhttp://www.markoffcoffee.com/

โพสท์ใน เมล็ดกาแฟคั่ว | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน จะสกัดกาแฟแล้วก็ลองชิมกาแฟอย่างไร?

ข้อควรคำนึงในการลงทุนทำธุรกิจเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

1.ต้องเลือกใช้บริการ กับบริษัทที่มีความมั่นคง เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เกี่ยวกับการทำธุรกิจหยอดเหรียญ เพื่อที่สร้างความมั่นใจ หลังการซื้อสินค้า และระบบการจัดการ หลังการขายของบริษัทนั้น ๆ
2.การให้บริการที่ดี สามารถติดต่อกับบริษัท ที่เราซื้อสินค้าได้ตลอด เพื่อความสะดวก ด้านการให้ข้อมูล และ บริการอื่น ๆ ไม่มีปัญหาด้าน การซ่อมแซม เครื่องในอนาคต
3.กล่องหยอดเหรียญ ต้องมีประสิทธิภาพ ในการใช้งานที่ดี ไม่ใช่ราคาถูก แต่ประสิทธิภาพ การใช้งานไม่ทนทาน

• หลังจากการเสนอขายสินค้าแล้วคือ บริการหลังการขายที่ยอดเยี่ยมเป็นหัวใจของบริษัท เราให้บริการส่งสินค้าพร้อมติดตั้งฟรีไม่ว่าจะใกล้หรือไกล (ฟรีเฉพาะในอำเภอเมือง *ส่วนต่างพื้นที่คิดค่าน้ำมันตามระยะทางฟรีค่าบริการ)
• การรับประกันตัวเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและตัวกล่องหยอดเหรียญ 1 ปีเต็ม (ปกติเครื่องซักผ้าที่นำมาใช้ ในการดำเนินงานทางธุรกิจจะรับประกันเพียง 6 เดือนเท่านั้น)*หรือถ้าหมดระยะเวลาในการรับประกัน บริษัท ก็ยังดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งาน
• บริษัทเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญโดยทั่วไปทีมีในท้องตลาดใช้ระบบ Timer คือกำหนดเวลาในการซักตายตัวมีข้อเสียคือเวลาน้ำไม่แรงผ้ายังปั่นไม่สะอาดเครื่องจะตัดระบบการทำงานเมื่อหมดเวลา หรือถ้าบางทีน้ำไหลแรงผ้าปั่นเสร็จแล้วแต่ตัวเครื่องยังไม่ตัดเนื่องจากเวลาเหลือ ส่วนบริษัทเป็นระบบที่จัดทำโปรแกรมขึ้นเอง โดยถ้าน้ำไหลแรงผ้าจะเสร็จไวเครื่องจะตัดโดยอัตโนมัติ
• การบริการที่ประทับใจหลังการขายทำให้บริษัขยายตัวในตลาดเครื่องซักผ้าอย่างรวดเร็วและเป็นบริษัทชั้นนำด้านการจำหน่ายเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หยอดเหรียญ
• ผลิตภัณฑ์ คัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพในการใช้งานเชิงธุรกิจที่ ทนทาน เหมาะกับการใช้งานในระยะยาวด้านธุรกิจเป็นอย่างดี

โพสท์ใน เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ข้อควรคำนึงในการลงทุนทำธุรกิจเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ

การเลือกซื้อ วอลเปเปอร์ติดผนังนั้น มีหลายๆอย่างที่เราจะต้องพิจารณา

ในการเลือกซื้อ วอลเปเปอร์ติดผนังนั้น มีหลายๆอย่างที่เราจะต้องพิจารณา เพื่อให้ตรงตามถูกหลักการออกแบบ การตกแต่งห้อง ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องคำนึงถึงหลายๆอย่างประกอบกัน เช่น ชนิดของห้อง ขนาดของห้อง สีของเฟอร์นิเจอร์ บรรยากาศ และอื่นๆ เนื่องจากหากการตกแต่งโดยไม่ทำการวางแผนเช่นนี้ เมื่องานออกมาไม่ตรงใจเจ้าของอาจะก่อให้เกิด ความสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นก็ได้ และเรามีลวดลาย วอลเปเปอร์ติดผนัง ไว้ให้ลูกค้าเลือกหลากหลายสีสัน แต่วันนี้เรามีรู้ก่อนว่า การเลือกและตระเตรียมก่อนการเลือกวอลเปเปอร์ติดผนัง จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. ชนิดของห้อง

เพื่อจะเลือกวอลเปเปอร์ติดผนังได้เหมาะสมกับห้อง ห้องที่จะติดวอลเปเปอร์ติดผนังเป็นห้องใด ห้องนอน ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องโถง ห้องอาหารฯ เช่น ห้องนอน ใช้วอลเปเปอร์ติดผนังสีอ่อน ลายดอกไม้เล็ก ให้ดูสวยงามสดชื่น

2. ขนาดห้อง

ขนาดห้องมีส่วนที่จะกำหนดการใช้วอลเปเปอร์ติดผนังโดยเฉพาะสีที่ใช้

2.1 ห้องขนาดใหญ่ ควรใช้วอลเปเปอร์ติดผนังที่มีสีค่อนข้างเข้ม

2.2 ห้องขนาดเล็ก ควรใช้วอลเปเปอร์ติดผนังที่มีสีอ่อน เพื่อให้ห้องดูกว้างขึ้น สว่างขึ้น

2.3 ห้องที่มีความสูงมากๆ ควรใช้วอลเปเปอร์ติดผนังที่มีลายขวาง

2.4 ห้องที่ความสูงไม่มาก ควรใช้วอลเปเปอร์ติดผนังที่มีลายทางตามความสูงจะทำให้ห้องดูสูงขึ้น

3. สีของเฟอร์นิเจอร์

เพื่อให้การติดวอลเปเปอร์ติดผนังดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ความเลือกสีให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ที่จะใช้หรือมีอยู่

4. บรรยากาศของห้องที่ต้องการ

โดยพิจารณา ความต้องการของตนเอง ว่าอยากให้ห้องที่จะตกแต่งด้วยวอลเปเปอร์ติดผนังออกมาให้บรรยากาศแบบใด แบบคลาสสิค แบบโมเดิร์น แบบเรียบๆ แบบน่ารัก สดใส ลวดลาย มีให้เลือกมากมาย เช่น ลายดอกไม้ ลายทาง ลายโมเดิร์น ลายคลาสสิค ลายหลุยส์ ลายไม้ ลายปูน ลายหิน ลายผ้า ลายการ์ตูน ฯลฯ

5. ชนิดของวอลเปเปอร์ติดผนังที่ต้องการ

5.1 ชนิดไวนิล สำหรับติดผนัง ทนทาน ดูหรูมีราคา มีคุณค่า ให้ความสวยงานม ทำความสะอาดง่าย เหมาะสำหรับห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องอาหาร ห้องพระ ฯลฯ

5.2 ชนิดโฟมกึ่งไวนิล ให้ความสวยงาม มีมิติ ทำความสะอาดได้ เหมาะสำหรับทุกห้องในบ้าน

5.3 ชนิดโฟม ใช้ติดผนังทั้งผนัง ทำให้ห้องดูกว้างมีมิติมากขึ้น ดูสวยงามเป็นธรรมชาติ ให้บรรยากาศตามรูปแบบที่ติดลงบนผนัง เหมาะสำหรับห้องโถง ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น หรือติดเพดานจะทำให้มีมิติของลวดลายที่สวยงาม

6.งบประมาณในการตกแต่ง

วอลเปเปอร์ติดผนังมีระดับราคาให้เลือกหลาย ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ ตารางเมตรละ 170 บาท ขึ้นไป ถ้างบประมาณในการตกแต่งมากควรเลือกวอลเปเปอร์ติดผนังที่มีคุณภาพ โดยพิจารณาจากราคาเป็นเกณฑ์

โพสท์ใน วอลเปเปอร์ติดผนัง | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน การเลือกซื้อ วอลเปเปอร์ติดผนังนั้น มีหลายๆอย่างที่เราจะต้องพิจารณา

Facebook เผยรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูวิดีโอบน Facebook และ Instagram

จากการคาดการ์ของ Cisco เผยว่า ในปี 2020 การรับ-ส่ง วิดีโอผ่านมือถือ จะมีมากถึง 75% นั่นหมายความว่าวิดีโอเป็นรูปแบบคอนเท้นต์ที่มีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของผู้บริโภค และจากข้อมูลล่าสุดของ Facebook เผยว่า ปัจจุบันผู้ใช้ Facebook ดู Facebook Live มากกว่าปีที่แล้วถึง 4 เท่า และดูวิดีโอใน Instagram เพิ่มขึ้น 80% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว Facebook ได้เก็บข้อมูลจากคนที่มีอายุระหว่าง 18-64 ปี จำนวน 1,500 คน ในสหรัฐฯ และแคนาดา พบว่า พวกเขามีแนวโน้มการดูวิดีโอเพิ่มขึ้น 45% และคาดว่าจะดูผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้นในอนาคต ในส่วนของผู้ใช้ Instagram มีสัดส่วนการดูวิดีโอเพิ่มขึ้น 60%

นอกจากนี้ Instagram ยังรายงานว่า มีปริมาณจำนวนวิดีโอที่โพสต์บน Instagram เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 4 เท่า และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

Facebook ยังได้เปรียบเทียบพฤติกรรมการดูวิดีโอ ในแต่ละสถานที่ ว่ามีสัดส่วนต่างกันอย่างไร อาทิ บ้านตัวเอง บ้านเพื่อน ร้านอาหาร ยิม ที่ทำงาน และอื่นๆ แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ก็ดูวิดีโอได้ทุกที่ทุกเวลา

ในด้านของความรู้สึก ผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าการดูวิดีโอบนสมาร์ทโฟน ทำให้พวกเขามีความสุข สร้างแรงบันดาลใจ และตื่นเต้นมากกว่าการดูบนทีวี และในเวลาที่อยากรู้สึกผ่อนคลาย สบายๆ พวกเขาก็เลือกที่จะดูผ่านทีวี

ที่มา : MarketingOops!

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน Facebook เผยรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูวิดีโอบน Facebook และ Instagram

ราคา วัสดุก่อสร้างวางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ใครๆก็บอกว่า คนที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างน่ะรวย แต่จริงๆแล้ว ใครจะรู้ว่าคนที่ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีความจริงที่เจ็บปวดรวดร้าวมากเพียงใดและก็ไม่ได้รวยอย่างที่ใครใครคิด

หนึ่งในความจริงที่เจ็บปวดที่ผู้รับเหมาก่อสร้างทุกคนจะต้องพบเจออยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ จะเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างไรให้ได้ราคาถูกที่สุด มีคุณภาพ สามารถจัดส่งได้อย่างรวดเร็วและตรงเวลา เพื่อให้หน้างานสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ความเจ็บปวดรวดร้าวต่างๆเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนที่ทำรับเหมาก่อสร้างไปแล้ว

วันนี้มีสุดยอดเทคนิคการเลือกซื้อวัสดุก่อสร้างอย่างไรให้ได้ราคาถูกที่สุดมาฝากผู้รับเหมาทุกท่าน เพื่อให้ผู้รับเหมาทุกท่านมีผลกำไรจากโครงการต่างๆเพิ่มมากขึ้น

ราคา วัสดุก่อสร้างวางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ผู้รับเหมาควรมีการวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้าอย่างน้อย 1-3 เดือน หลายคนคงเกิดคำถามในใจว่า “ทำไมเราต้องวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้านานขนาดนั้น”
เหตุที่เราจะต้องมีการวางแผนการสั่งซื้อล่วงหน้าเป็นเวลา 1-3 เดือน เพราะเราต้องเผื่อเวลาในการสั่งซื้อ เนื่องจากสินค้าบางอย่าง บางรุ่น ทางร้านค้าอาจจะต้องมีการสั่งผลิตจากโรงงานทำให้ต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เราชอบคิดว่า “สั่งวันนี้ พรุ่งนี้ต้องได้” ซึ่งในความเป็นจริงมีโอกาสเป็นไปได้น้อยมาก ที่สำคัญเราต้องเช็ควันหยุดในเดือนนั้นๆ พร้อมกับเช็คว่าบริษัทขนส่งเขาทำงานรึเปล่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้ คนงานมาแล้วแต่ปรากฏว่าของไม่เข้าหน้างาน ทำให้ผู้รับเหมาเสียค่าจ้างฟรี งานไม่คืบหน้า เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงิน ร้านค้าก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะของก็ยังไม่มี ดังนั้น การวางแผนการสั่งซื้อจึงมีความจำเป็นอย่างมาก

โพสท์ใน ราคา วัสดุก่อสร้าง | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ราคา วัสดุก่อสร้างวางแผนดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ติวสถาปัตย์กับหลักการสำคัญในการทำข้อสอบ

ติวสถาปัตย์กับหลักการสำคัญในการทำข้อสอบ 3 ข้อนี้ควรจำไว้ให้ดี
1.ถูกต้อง
หมายความว่า สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือ โจทย์ ต้องการอะไร ..ไม่ใช่ เราอยากตอบเพราะความชอบสวยดี บางครั้งอาจลืมคำนึงถึงความเหมาะสมและการใช้งานเพราะข้อสอบความถนัด ทางสถาปัตยกรรมนั้น โจทย์มักเป็น ปัญหาเชาว์ เพราะเรา เป็นพวก คิดลึก ไม่เหมือนชาวบ้าน

2.รวดเร็ว งานสถาปัตย์นั้น เป็นงานที่ต้องการความรวดเร็ว ทั้งในแง่การทำงานส่งในเวลาเรียน หรือ งานในชีวิตจริงก็ตาม .. ดังนั้น ข้อสอบความถนัดฯ จึงมักออกโจทย์ และวางเงื่อนไขให้ผู้ที่ทำข้อสอบ

3.ครบถ้วน เป็นสิ่งสำคัญในการตอบโจทย์ว่าเราจะได้คะแนนไหม โดยไม่ต้องสงสัยว่าต้องการจะถ่ายทอดอะไร รายละเอียดที่เราแสดงในงานนั่นมีอยู่แล้วครบ ข้อสอบความถนัด มักออกโจทย์ ที่ลวงให้ผู้ทำข้อสอบเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ ดังนั้น สิ่งแรกที่เราเข้าไปในห้องสอบก็คือ การวางแผนการทำข้อสอบ ว่าเราจะทำหมวดไหนก่อน ใช้เวลาเท่าไหร่

โพสท์ใน ติวสถาปัตย์ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน ติวสถาปัตย์กับหลักการสำคัญในการทำข้อสอบ

การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมเพื่อเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว ยิ่งนานเข้าสัดส่วนผู้สูงอายุในเมืองไทยยิ่งจะมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเปรียบเทียบกับสัดส่วนประชากรช่วงอายุอื่นๆ การเตรียมวางแผนเรื่องที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นประเด็นที่ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ให้ความสนใจศึกษาและเริ่มทดลองพัฒนาโครงการสำหรับผู้สูงอายุในรูปแบบต่างๆ

การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิม เพื่อรองรับกายภาพที่เปลี่ยนไปตามวัยของผู้สูงอายุ ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ในห้องน้ำ ราวจับ เปลี่ยนบันไดเป็นทางลาดเพื่อความสะดวกในการใช้รถเข็น การเปลี่ยนพื้นห้องเป็นพื้นที่ช่วยลดแรงกระแทกจากการล้ม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้งในที่อยู่อาศัย เช่น กล้องที่ตรวจจับการล้ม ระบบเรียกรถฉุกเฉิน หรือบริการที่เก็บค่าสมาชิกรายเดือนในการส่งพยาบาลหรือหมอเข้ามาตรวจเยี่ยมเดือนละ 1-3 ครั้ง ร่วมกับการให้คำปรึกษาหรือพูดคุยช่วยเหลือกับผู้สูงอายุเพื่อให้ผู้สูงอายุอยู่ได้โดยไม่ต้องมีผู้ดูแลประจำ หรือลูกหลานหาคนมาอยู่ดูแลเองภายใต้การให้คำปรึกษาแนะนำและตรวจเยี่ยมของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ

รูปแบบนี้มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมในประเทศไทย จากค่านิยมที่บุตรหลานมีทัศนคติไม่ดีต่อการส่งผู้สูงอายุเข้าไปอยู่ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ อีกทั้งค่าใช้จ่ายในรูปแบบนี้ค่อนข้างต่ำเพราะเป็นการดูแลกันเองที่บ้าน จึงไม่ต้องจ่ายค่าเช่า ไม่ต้องมีบุคลากรของศูนย์มาอยู่ประจำ โดยการตรวจเยี่ยมถึงบ้านอาจซื้อเป็นบริการเสริมเท่าที่จำเป็นทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำกว่ารูปแบบอื่น

ปัจจุบัน บริษัท เอสซีจี ได้พัฒนาทั้งตัวบ้านสำเร็จรูปและอุปกรณ์ปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับผู้สูงอายุออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนบริการให้คำปรึกษาและตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุถึงบ้านก็มีทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเริ่มให้บริการอยู่บ้าง และน่าจะเห็นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเฝ้าระวัง และดูแลผู้สูงอายุโดยไม่ต้องส่งคนเข้าไปอยู่ดูแลที่บ้าน

โพสท์ใน ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน การปรับปรุงที่อยู่อาศัยเดิมเพื่อเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ