หลากหลายเหตุผลที่เลือกใช้พื้นอีพ๊อกซี่

เพราะพื้นโรงงาน ส่วนใหญ่ที่เรารู้จักและคุ้นเคยนั้นไม่มีคุณภาพอย่างที่สมควรน่าจะเป็น แต่หลายคนคงไม่ได้เกิดความวิตกกังวลเพราะคิดพื้นโรงงาน นั้นคงไม่ได้มีความสำคัญมากมายเท่าไหร่นัก แต่จะกลับมาคิดและวิตกกังวลอีกทีก็ต่อเมื่อพื้นโรงงาน ที่ใช้อยู่นั้นมีปัญหาหรือความสวยงามที่เคยมีอยู่นั้นหายไป จากนั้นจึงค่อยคิดถึงว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไร เพราะพื้นซีเมนต์หรือคอนกรีตที่นิยมใช้กันอย่างมากนั้นมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันมาก ข้อดีที่ได้นั้นก็มีแค่ มีความแข็งแรง และเงางาม แต่ข้อดีเหล่านั้นก็มีระยะเวลาที่สั้นนัก หากใช้งานมากๆหรือนานๆแล้วพื้นก็จะมีความเสื่อมโทรม ไม่มีความเงางาม และอาจเกิดรอยแตกร้าวได้ และอาจส่งผลเสียในระยะยาวด้วย

หากคุณมีความคิดจริงจังที่จะเปลี่ยนชนิดของพื้นบ้านหรือพื้นในสถานที่ต่างๆนั้น คุณสมควรที่จะทำความรู้จักและทำความเข้าใจของ “พื้นอีพ๊อกซี่” ว่ามีประโยชน์และคุณสมบัติที่ดีอย่างไรหากคุณจะต้องเปลี่ยนพื้นจากพื้นแบบเดิมๆมาใช้พื้นอีพ๊อกซี่ ซึ่งคุณสมบัติและโยชน์ของมันก็มีหลายอย่างตามคำอธิบายนี้ เป็นที่มีความเรียบเนียน เงางาม และมีความยืดหยุ่นสุงกว่าพื้นประเภทอื่น พร้อมรับการใช้งานหนักๆ ที่สำคัญอากาศในประเทศไทยเรานั้นก็เปลี่ยนแปลงบ่อย แต่สำหรับพื้นอีพ๊อกซี่นั้นแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเพราะมีความยืดหยุ่นและแข้งแรงไปในตัว จึงสบายใจได้ทุกการใช้งาน ส่วนวิธีการทำความสะอาดนั้นก็ไม่ยุ่งยากและมีหลายวิธี เช่น ทำความสะอาดโดยใช้เครื่องดูดฝุ่น เพราะพื้นมีความเงางามเวลามีฝุ่นเกาะก็จะมองเห็นได้ง่ายจึงใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดได้ง่ายเช่นกัน ถ้าหากพื้นสกปรกด้วยของเหลว เช่น น้ำเปล่าหรือน้ำมัน ก็สามารถเช็ดออกง่ายดายด้วยผ้า และการดูแลพื้นอีพ๊อกซี่ขั้นพื้นฐานนั้นก็สามารถทำได้โดยใช้ม็อบถูพื้นหรือผ้าสะอาดชุบน้ำหมาดๆ เพียงเท่านี้พื้นอีพ๊อกซี่ของคุณก็จะมีความสะอาด เงางาม และพร้อมใช้งานได้ทุกสถานการณ์ยาวนานยิ่งขึ้น และทำให้คุณนั้นหมดความกังวลเรื่องพื้นที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีคุณภาพ

และอีกเหตุผลหนึ่งที่คุณสมควรเลือกใช้พื้นอีพ๊อกซี่นั่นก็คือเรื่องของการทำความสะอาด เพราะมันทำความสะอาดอย่างง่ายดายตามวิธีข้างต้น นอกจากนั้นยังลดการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วยเพราะว่าพื้นมีความยืดหยุ่นจึงสามารถลดแรงเสียดทานและไม่ทำให้เกิดการลื่นไถล

โพสท์ใน พื้นอีพ๊อกซี่ | ติดป้ายกำกับ , | ใส่ความเห็น

กล้องระดับสามารถช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น

กล้องระดับแบ่งออกเป็นหลายรุ่นด้วยกัน สามารถช่วยให้เราทำงานได้สะดวกขึ้น และเกิดความแม่นยำมากขึ้นในการทำงาน ทั้งนี้ได้แก่รุ่นอะไรบ้างเราขอแนะนำบางรุ่นที่สามารถเป็นประโยชน์ในการเลือกซื้อสินค้าของลูกค้า

1. กล้องระดับขนาดกำลังขยาย 32 เท่า ผลิตภัณฑ์นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น
ยี่ห้อ TOPCON รุ่น AT-B2
-ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของเลนส์ปากกล้องไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร
-ระยะมองเห็นภาพชัดใกล้สุด ไม่เกิน 0.4 เมตร
-ค่าตัวคูณคงที่ 100
-ความละเอียดในการทำระดับ ในระยะ 1 กิโลเมตร ไม่เกิน 0.6 มิลลิเมตร
-ความไวของระดับน้ำฟองกลมไม่เกินกว่า 8 ลิปดา ต่อ 3 มิลลิเมตร หรือไวกว่านั้น

2. ส่วนอีกตัวหนึ่งจะเป็นกล้องระดับขนาดกำลังขยาย 24 เท่า
ยี่ห้อ TOPCON รุ่น AT-B4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน
-มีระบบอัตโนมัติโดยใช้ COMPENSATOR ที่มีช่วงการทำงานของระบบอัตโนมัติ ค่าเท่ากับ +/- 14 ลิปดา
-มีการจำลองการอ่านมุมราบ 180 องศา มีขีดกำกับทุกๆ 2 องศา
-อ่านค่ามุมโดยประมาณไม่เกิน 5 ลิปดา

โพสท์ใน กล้องระดับ | ติดป้ายกำกับ | ใส่ความเห็น

7 ข้อที่ทุกธุรกิจต้องห้ามลืมสำหรับการพัฒนา Chatbot ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ

ทำอย่างไร Chatbot ของเราถึงจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ?

อย่างแรกต้องดูตัวธุรกิจเองก่อน ดูว่าฟีเจอร์ของ Chatbot ตัวไหนที่ตอบโจทย์ลูกค้าผู้ใช้งาน มีอะไรมาวัดว่า Chatbot ที่เรามีนั้นประสบความสำเร็จ ที่สำคัญ Chatbot จะต้องตอบคำถามให้ผู้ใช้บริการได้รับประโยชน์และรู้สึกว่าได้คุยกับคนจริงๆ ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติ

และนี่คือหลัก 7 ข้อที่ทุกธุรกิจต้องห้ามลืมสำหรับการพัฒนา Chatbot ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้บริการ

1. ระมัดระวังในการเลือกฟีเจอร์ของ Chatbot

หาแพลตฟอร์มที่ทำให้ Chatbot ทำงานเข้ากันได้ ยิ่งใส่ฟีเจอร์เยอะ ยิ่งใช้เวลาพัฒนา Chatbot นานขึ้น และยิ่งเสี่ยงที่ Chatbot จะทำงานพลาดมากขึ้น ฉะนั้นเลือกฟีเจอร์ทีจำเป็นกับเป้าหมายของธุรกิจจริงๆ อย่างน้อยก็ให้ Chatbot ตอบคำถามผู้ใช้บริการได้ตรงประเด็นและเป็นประโยชน์ อย่างน้อย Chatbot ต้องให้ข้อมูลของธุรกิจได้ เวลาทำการ ราคา ข้อเสนอ โปรโมชั่น และรายละเอียดสินค้าและบริการ

2. คุยกับ Chatbot เหมือนคุยกับคนจริงๆ

เพราะอย่าลืมว่า Chatbot ก็เป็นตัวแทนของแบรนด์ด้วย ฉะนั้นการพูดการคุยกับ Chatbot ต้องสอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์ด้วย เราจึงต้องใส่ตัวตลของแบรนด์ลงปใน Chatbot เช่นกัน อย่างน้อยผู้ใช้บริการต้องไม่รู้สึกว่าคุยกับหุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติ อย่าหลอกผู้ใช้บริการว่าเขาคุยกับคน แต่บอกไปตรงๆว่ากำลังคุยกับ Chatbot ที่ใช้ภาษาคนอยู่จะดีกว่า

3. ให้ Chatbot ทำหน้าที่เชิงรุกมากกว่านี้

ผู้ใช้บริการอาจจะไม่แน่ใจว่า Chatbot ใช้งานอย่างไร บางทีก็ตัดสินใจไม่คุยกับ Chatbot เลย ฉะนั้นขอให้พัฒนา Chatbot ที่โต้ตอบกับผู้ใช้บริการเมื่อตอนที่ผู้ใช้บริการเปิดหน้าจอแชท อย่าให้ Chatbot แนะนำตัวเยิ่นเย้อมากและเปิดบทสนทนาทันทีเลย เช่นแนะนำธุรกิจ แนะนำชุดสินค้า เชิญชวนสั่งซื้อและจัดการออเดอร์

4. ใช้ Chatbot เป็นเครื่องมือให้บริการลูกค้า

ปรกติเราใช้ Chatbot ดูแลลูกค้าและเครื่องมือให้ผู้ใช้บริการไปช่วยเหลือตัวเอง ทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าทำอะไรได้มากขึ้นก็จริง แต่ผู้ใช้บริการสามารถประหยัดเวลาและทรัพยากรได้โดยใช้ Chatbot ให้บริการตัวเองได้ด้วย ฉะนั้น Chatbot ต้องสามารถเปลี่ยนข้อมูลโปรไฟล์เองได้ อัพเดทรายละเอียด ดูแผนกาาร สินค้าและบริการ จัดการออเดอร์และการจ่ายเงินได้ และจัดตารางนัดหมายกับตัวแทนบุคคลได้

5. ใช้ Chatbot ให้รับกับกลยุทธ์การตลาด

Chatbot อย่างเดียวก็มีผลกับแบรนด์แล้ว แต่ Chatbot ที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ด้วย เช่นใช้ Chatbot เป็นช่องทางกระจายสินค้าและโปรโมชั่นพิเศษ รวบรวมข้อมูลลูกค้าเพื่อหาพฤติกรรมล๔กค้าในภาพรวม ใช้สื่อในการประชาสัมพันธ์ตัว Chatbot

6. เชื่อมต่อ Chatbot กับแพลตฟอร์มของอีคอมเมิร์ซ

ให้ Chatbot รับออเดอร์และจ่ายเงินผ่านข้อความ โพสต์และคอมเมนต์ ผ่านแพลตฟอร์มของอีคอมเมิร์ซไม่ว่าจะเป็น Facebook Instagram และ Line เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การซื้อของที่ถูกใจ

7. ใช้งาน Chatbot ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ต้องมีค่าวัดว่า Chatbot ประสบความสำเร็จหรือไม่ ข้อมูลที่ได้จากตัวชี้วัดก็เอามาปรับปรุงพัฒนาการทำงานของ Chatbot ได้ ลองทดสอบ Chatbot ไปเรื่อยๆจนกว่ามันจะมีความเป็นคนมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำธุรกิจ น้ำเสียง บทสนทนาไหลลื่นดีหรือไม่ ฟีเจอร์ และทางเลือกในการบริการตัวเอง รวมถึงการเชิญชวนให้ซื้อสินค้าด้วย

ถ้าทำตามหลัก 7 ข้อทีว่ามา รับรองว่า Chatbot จะช่วยให้ยอดขายคุณโตอย่างไม่น่าเชื่อและมีประสิทธิภาพกว่าเดิม แถมสร้างไวรัลให้กับแบรนด์ด้วย

แหล่งที่มา

https://www.entrepreneur.com/article/293986

โพสท์ใน ทั่วไป | ใส่ความเห็น

วิธีการดูแลรักษาและทำความสะอาดพัดลมไอน้ำ

ถอดปลั๊กพัดลมออกก่อนเพื่อตัดกระแสไฟ
ถอดแผ่น Cooling Pad ออกมาทำความสะอาดด้วยน้ำธรรมดาแรงดันต่ำ ห้ามใช้สารเคมีหรือผงซักฟองเด็ดขาด ควรทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
ดึงแผ่น Filter ออกจากตัวเครื่อง แล้วล้างด้วยน้ำธรรมดา เช็ดให้แห้งด้วยผ้านุ่มหรือผึ่งให้แห้งในที่ร่ม ควรทำความสะอาดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ขั้นตอนทำความสะอาดถังพักน้ำและตัวตู้ของพัดลมไอน้ำ

ดึงปลั๊ก คลายสกูรส่วนบนตะแกรงแผ่น Cooling pad แล้วดึงแผงออก
หมุนวาล์วน้ำทิ้งด้านตรงข้าม
ล้างอ่างพักน้ำด้วยแปรงหรือผ้านุ่ม
ล้างคราบสกปรกตัวเซ็นเซอร์ควบคุมระดับน้ำด้วยผ้าเปียก
ล้างคราบสกปรกที่ตัวปั๊มน้ำและแผงใส่แผ่น Filter
ล้างตัวตู้ด้วยผ้านุ่มปานกลางหรือมาก ห้ามใช้แปรงขนแข็ง
ห้ามใช้น้ำยาทำความสะอาดที่มีฟอง น้ำยาที่มีส่วนผสมของสารละลายที่ระเหยได้เอง

ได้รู้จักพัดลมชนิดต่างๆ และความแตกต่างของพัดลมแต่ละชนิดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น พัดลมธรรมดา พัดลมไอน้ำและพัดลมไอเย็น หากบ้านไหนกำลังมองหาพัดลมดีๆอยู่สักตัว อย่าลืมเอาข้อมูลข้างต้นไปประกอบการตัดสินใจกันดูนะจ๊ะ ลองเลือกดูว่า พัดลมไอเย็น เหมาะกับการใช้งานของคุณหรือไม่ เมื่อได้มาแล้วสิ่งที่ตามมาคือการดูแลรักษา เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดถ้ารับการดูแลรักษาอย่างดีก็จะยืดอายุการใช้งานทำให้ของอยู่กับเราไปได้นาน และที่สำคัญต้องรู้วิธีดูแลรักษาที่ถูกต้องด้วย ถ้าเราทำความสะอาดผิดวิธีจะเป็นสาเหตุของความเสียหายต่ออุปกรณ์และตัวเครื่องได้ ที่สำคัญการรับประกันไม่ครอบคลุมถึงความเสียหายดังกล่าว ควรทำตามเอกสารแนะนำการใช้หรือตามที่พนักงานแนะนำมา

โพสท์ใน พัดลมไอน้ำ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน วิธีการดูแลรักษาและทำความสะอาดพัดลมไอน้ำ

การเลือกกรอบรูปมาตกแต่งบ้าน

ของแต่งบ้านที่เราคุ้นเคยกันอย่างหนึ่งคือ “กรอบรูป” เพราะนอกจากความสวยงามของกรอบแล้ว ภาพวาด ภาพถ่ายภายในยังทำให้กรอบรูปนั้นมีคุณค่า และทำให้บ้านสวยงาม น่าประทับใจยิ่งขึ้น ปัจจุบันกรอบรูปมีให้เลือกหลายรูปแบบ ตั้งแต่น่ารัก ไปจนถึงกรอบรูปขนาดใหญ่ หรูหรา รวมทั้งยังมีวัสดุอีกหลายแบบ มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการเลือกกรอบรูปมาตกแต่งบ้าน ที่ฉีกไปจากการใช้งานของกรอบรูปธรรมดา

1.กรอบรูปที่ทำด้วยผ้า : มักจะรวมเอาความทันสมัย และความย้อนยุคเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของผ้าที่นำมาใช้ด้วย การดีไซน์ของกรอบผ้ามักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่ส่วนใหญ่แล้ว มักได้รับความสนใจและเป็นที่นิยม เนื่องจากราคาไม่แพง และสามารถเปลี่ยนเนื้อผ้าให้เข้ากับความนิยมได้บ่อยๆ

2.กรอบรูปที่มีการตกแต่งด้วยลายนูน : ลวดลายที่นำมาตกแต่งนั้น จะมีความหลากหลาย ทำให้สามารถเลือกภาพที่จะนำไปใส่ให้เข้ากันได้ เช่น กรอบรูปที่มีลายหัวใจ สำหรับใส่ภาพของลูก หรือคนรัก

3.กรอบรูปที่เป็นชุด : เป็นทางเลือกที่น่าสนใจอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการตกแต่ง เราสามารถใส่ภาพชุดที่มีความเกี่ยวเนื่องเป็นชุดเดียวกันได้ เมื่อนำไปติด หรือตั้งตกแต่ง ก็ให้ความรู้สึกน่าสนใจ สามารถเลือกได้ ทั้งชุดกรอบรูปที่ดูเรียบง่ายและหรูหราสง่างาม

4.กรอบรูปที่มีลวดลายเดียวกัน แต่ต่างรูปทรง : กรอบรูปที่มีลายนูน อย่างเช่นลายกุหลาบนี้ สามารถทำให้ดูมีสไตล์ขึ้นได้ ด้วยการเลือกรูปทรงที่แตกต่างกันมาจัดวางไว้ด้วยกัน ทั้งทรงเหลี่ยม ทรงหัวใจ ทรงกลม เป็นต้น

5.กรอบรูปทรงเดียวกัน แต่ต่างขนาด : อีกวิธีเพิ่มความน่าสนใจในการจัดวางกรอบรูปก็คือกรอบทรงเดียวกัน อาจจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมธรรมดา หรือรูปหัวใจก็ได้ แต่เลือกให้มีความแตกต่างกันของขนาดของแต่ละกรอบ เมื่อจัดวางไว้ด้วยกันเป็นกลุ่ม ก็ดึงดูดสายตาได้ดี

6.กรอบรูปที่มีสีสันหลากหลาย : อาจจะเป็นชุดกรอบรูปแบบเดียวกัน แต่หลากสี ชุดกรอบรูปแบบนี้ จะดูดี หากเราใส่รูปขาวดำลงไป และตั้งเอาไว้ด้วยกัน

7.จัดวางเป็นกลุ่มโดยเลือกให้ต่างกัน : การนำเอากรอบรูปที่แตกต่างกัน ทั้งในเรื่องของวัสดุ ขนาด และรูปร่าง มาวางไว้ด้วยกัน ก็สามารถทำได้ แต่ควรเลือกให้เป็นสีเดียวกัน จะได้รู้สึกว่าเป็นชุดเดียวกัน สไตล์นี้จะดูดีมาก หากเลือกเป็นกรอบสีขาวทั้งหมด

8.การติดกรอบชุดขนาดใหญ่บนผนัง : การตกแต่งลักษณะนี้ ดึงดูดสายตาได้มาก ให้ความรู้สึกเหมือนกันแกลอรี่ แต่ทั้งนี้ จะต้องเลือกดีไซน์ให้เหมาะกับภาพรวมของบ้านด้วย

9.การใช้ขายกรอบรูปขนาดใหญ่หลายกรอบเรียงติดผนัง : เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำให้ดูทันสมัย และน่าสนใจ แต่สิ่งสำคัญคือ ภาพที่อยู่ในกรอบ ควรเป็นภาพง่าย ๆ หรือภาพที่เล็กกว่าตัวกรอบ อย่างในภาพตัวอย่างนี้ แค่ลายเส้นง่าย ๆ กับกรอบเรียบ ๆ แต่ก็ดูมีสไตล์และน่าสนใจไม่น้อยเลย

10.กรอบรูปที่มีความลึก : การใช้กรอบภาพที่มีความลึก มีมิติ สามารถทำให้ดูเด่นและน่าสนใจมากขึ้นได้ หากเลือกภาพในกรอบให้มีมิติ มีความลึก อย่างรูปสามมิติก็ได้

11.กรอบรูปสีเมทเทลลิค : สีเมทเทลลิคนั้น ทำให้ดูทันสมัย และหรูหรา มีราคา เราสามารถเลือกได้ทั้งสีทองแดง และสีทอง แต่ควรเลือกดีไซน์เรียบ ๆ เหมาะมากสำหรับการตกแต่งบ้านในสไตล์อุตสาหกรรม

โพสท์ใน ขายกรอบรูป | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน การเลือกกรอบรูปมาตกแต่งบ้าน

โซ่มีหลากหลายเบอร์

โซ่มีหลากหลายเบอร์ แต่ละเบอร์มี่หลายชนิด ตามความเหมาะสมกับการใช้งานของรถแต่ละรุ่น

– การเลือกซื้อโซ่

การเลือกซื้อโซ่สำหรับรถบิ๊กไบค์ เราไม่ได้ดูแต่เพียงว่า รถเราใช้โซ่ขนาดเท่าใด ราคาเท่าไหร่ แต่สิ่งสำคัญอีกอย่างนึงเราควรคำนึงถึงก็คือว่า สเปคของโซ่นั้นๆที่เรากำลังจะตัดสินใจซื้อ เหมาะสมกับการใช้งานรถเราหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คุณใช้รถมอเตอร์ไซค์แบบ OFF-ROAD

– ความยาวของโซ่

ตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถบิ๊กไบค์ของคุณควรใช้โซ่ที่มีความยาวเท่าไหร่(กี่ข้อ) คุณจะได้สามารถเลือกซื้อโซ่ที่มีความยาวพอดีหรือใกล้เคียงกับรถบิ๊กไบค์ของ คุณ ทำให้ช่างที่ติดตั้งโซ่ให้คุณไม่ต้องตัดโซ่ออกมากเกินไปจนดูสิ้นเปลือง

– โซ่ X-Ring

โซ่สำหรับรถบิ๊กไบค์ที่เป็นแบบ X-Ring โดยปกติแล้วจะมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าโซ่ O-ring มีอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็น 2 เท่าของโซ่ O-Ring ทั่วไป เพราะโซ่ X-Ring ถูกออกแบบมาให้ทนต่อแรงกระชากสูง โซ่จะยืดช้ากว่าปกติ เหมาะกับรถบิ๊กไบค์ที่ใช้งานรอบจัดและความสูงเป็นประจำ และคุณสมบัติขั้นเทพแบบนี้ ก็มักจะตามด้วยราคาที่สูงขึ้น อย่างใดก็ตามถ้าเงินในกระเป๋าของคุณเพียงพอ ก็จัดไปเลย คุณจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนโซ่บ่อยๆจนน่าเบื่อและสิ้นเปลือง

– โซ่ O-Ring

โซ่รถบิ๊กไบค์แบบ O-Ring ถูกพัฒนาขึ้นมาให้เหนือชั้นกว่าโซ่แบบ Roller ทั่วไป คุณสามารถดูได้ที่รถของคุณ ส่วนใหญ่ 250 CC. ขึ้นไปก็จะถูกติดตั้งโซ่ O-Ring มาให้จากโรงงาน โซ่ O-Ring จะถูกหล่อลื่นด้วยจารบีเพื่อป้องกันเศษฝุ่น เศษโคลนไปเกาะตามข้อต่อโซ่ ทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เหมาะสมกับการใช้งานขับขี่บนท้องถนนทั่วไป

โพสท์ใน โซ่ X-Ring | ติดป้ายกำกับ , , | ปิดความเห็น บน โซ่มีหลากหลายเบอร์

เทคนิคการเลือก ครีมหน้าขาว อย่างไรให้ดี ให้โดนใจ แถมปลอดภัยหายห่วง

ผู้หญิงแทบทุกคนล้วนมีความรู้สึกอันแรงกล้า อยากจะมีผิวหน้าที่ขาวเนียนโดยการใช้ ครีมหน้าขาว เช่นเดียวกับดาราคนโปรด ซึ่งวิธีที่ง่าย สะดวก และประหยัดมากที่สุด ในการที่จะมีผิวพรรณที่ขาวเนียนได้นั้น คือ การใช้ ครีมหน้าขาว เป็นประจำทุกวันนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม ในยุคที่อุตสาหกรรมความงามบูม จนทำให้มีผลิตภัณฑ์ครีมหน้าขาว มากมายหลายสูตร นับร้อย นับพันยี่ห้อออกมาวางขายอยู่กันให้เหลื่อนตลาดอยู่ในปัจจุบัน คงจะสร้างความสับสนให้กับคุณสาวๆ ไม่ใช่น้อยว่า ควรจะเลือกครีมหน้าขาวอย่างไร จึงจะเหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด และปลอดภัยไม่เป็นอันตรายต่อผิวพรรณของตัวเอง ถ้าหากคุณสาวๆ กำลังมีความกัลวลใจดังกล่าวอยู่ แว่นคุง ก็จะขอไกด์ แนะนำวิธีการเลือก ครีมหน้าขาว อย่างปลอดภัยอย่างง่ายๆ ที่สามารถนำไปปฎิบัติใช้ได้ทันที

เทคนิคการเลือก ครีมหน้าขาว อย่างไรให้ดี ให้โดนใจ แถมปลอดภัยหายห่วง
1.อ่านฉลากแสดงรายละเอียดผลิตภัณฑ์ทั้งหมด หากพบส่วนประกอบของ ครีมหน้าขาว ที่เขียนว่า mercurous chloride, calomel, “mercuric, mercurio หรือ “mercury (ปรอท) ให้ทำการเลิก และหยุดใช้ ครีมหน้าขาว ชิ้นนั้นทันที เพราะมันจะเป็นอันตรายอย่างมากต่อสุขภาพผิวพรรณ ซึ่ง ครีมหน้าขาว ที่ให้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วมากจนเกินไปในปัจจุบันส่วนใหญ่ มักจะมีส่วนผสมของปรอท

2.อย่าเชื่อคำว่า “ไม่มี” และ “ไม่ได้ใช้” สารบางประเภทในผลิตภัณฑ์ เพราะตามกฏหมาย ส่วนประกอบทั้งหมดที่มีในเนื้อ ครีมหน้าขาว จะต้องปรากฏอยู่ในรายการส่วนผสมของฉลากข้างผลิตภัณฑ์ ถ้าหากไม่มีส่วนประกอบดังกล่าว โดยพื้นฐานสารเหล่านั้นก็จะต้องไม่ถูกเขียนเอาไว้อยู่แล้ว

3.ทดสอบปริมาณสารปรอทที่สะสมอยู่ในร่างกายเสมอ เมื่อทำการเปลี่ยนยี่ห้อผลิตภัณฑ์ ครีมหน้าขาว ควรวัดระดับของสารปรอทที่อาจถูกผสมอยู่ในเนื้อครีม ระดับของสารปรอทตามปกติ ควรน้อยกว่า 10 ไมโคกรัม ต่อเลือดหนึ่งลิตร และน้อยกว่า 20 ไมโคกรัม ต่อน้ำปัสสาวะหนึ่งลิตร การทดสอบปริมาณสารปรอทในร่างกายสามารถทำได้อย่างแม่นยำ โดยการพบแพทย์ แต่แนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงการบริโภคปลา 5 วัน ก่อนเข้ารัยการทดสอย เพื่อหลีกเลี่ยงการทดสอบที่เป็นเท็จ เพราะอาหารทะเลมีระดับของปรอทอยู่ค่อนข้างสูง

โพสท์ใน ครีมหน้าขาว | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เทคนิคการเลือก ครีมหน้าขาว อย่างไรให้ดี ให้โดนใจ แถมปลอดภัยหายห่วง

Facebook เชื่อปี 2022 สมาร์ทโฟนอาจถึงยุคเปลี่ยนรูปทรงเป็นแบบแว่นตา

ในอดีตคงไม่มีใครเคยคิดว่าอุปกรณ์ที่เรียกว่าโทรศัพท์มือถือจะถูกพัฒนาจนกลายเป็นสมาร์ทโฟนที่มีประสิทธิภาพเทียบคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดล้วนแต่เกิดขึ้นมาจากจินตนาการและความเพ้อฝันว่าอนาคตการใช้ชีวิตจะเปลี่ยนไปในรูปแบบอย่างไร ด้วยอุปกรณ์ชนิดไหน อาทิเช่น ในอดีตที่จินตนาการถึงการสื่อสารผ่านทีวีแบบเห็นหน้ากัน ซึ่งปัจจุบันเป็นเรื่องปกติของการสื่อสารในรูปแบบ Video Call

ปัจจุบันเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ VR(Virtual Reality) ในปี 2016 ทั่วโลกมีอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นถึง 30% ด้วยมูลค่ารายได้ทั้ง 2 เทคโนโลยีราว 1.8 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และยังมีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งเริ่มต้นและยังสามารถพัฒนาต่อได้อีกยาวไกล โดยทั้ง 2 เทคโนโลยีเริ่มเป็นที่แพร่หลายในช่วงต้นปี 2016 ที่ผ่านมา

Michael Abrash หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์ของ Facebook สำหรับวิจัยและพัฒนาอุปกรณ์ Oculus เชื่อว่า ในอนาคตอุปกรณ์สำหรับทั้ง 2 เทคโนโลยีจะสามารถพัฒนาขึ้นอีกมาก ทั้งการแปลภาษา การตัดเสียงรบกวนและการวัดอุณหภูมิ เป็นต้น โดยจะมีรูปแบบที่ใกล้เคียงแว่นตาที่ใช้แบบทั่วไปและไม่ใหญ่เทอะทะจนดูน่าเกลียด นอกจากนี้ยังเชื่อว่าในปี 2022 สมาร์ทโฟนอาจจะถูกรวมเข้ากับแว่นตาที่เป็นอุปกรณ์สำหรับเทคโนโลยี AR และ VR

โดยอนาคตจะเป็นไปตามที่ Abrash เชื่อหรือไม่ก็ต้องขึ้นกับการพัฒนาเทคโนโลยีในอีก 10-20 ปีนับจากนี้ นอกจากนี้ Abrash ยังเชื่อว่าในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีนี้เทคโนโลยีจะสามารถพลิกโฉมตลาดเฉกเช่นเดียวกับที่ Macintosh เคยยิ่งใหญ่ด้วยการทำให้คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กและทุกคนสามารถใช้ได้แน่นอนว่าเมื่อ Facebook คาดการณ์ใน 5 ปีนี้เทคโนโลยี AR จะพลิกโฉม จึงเป็นความชัดเจนว่าช่วงเวลาดังกล่าว Facebook จะเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถก้าวไปพร้อมๆ กับสิ่งที่คาดการณ์ไว้

ปัจจุบันมีแว่นที่รองรับทั้ง 2 เทคโนโลยีแล้วโดยมีลักษณะใกล้เคียงแว่นตาที่ใช้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น Google Glass และ Microsoft Hololens ซึ่งในช่วงระยะเวลา 5 ปีนับจากนี้ จึงน่าจับตามองสำหรับอปกรณ์อย่างแว่นตาที่จะสนับสนุนเทคโนโลยี AR และ VR ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ Facebook เท่านั้นที่มองเห็น หากแค่คู่แข่งหลายๆ ค่าย อาทิ Snap, Magic Leap, Google และ Microsoft

จับตามองในช่วง 5 นับจากนี้ว่าจะเป็นจริงดังที่ Facebook คาดการณ์หรือไม่ แต่ถ้าสมาร์ทโฟนแปลงสภาพไปอยู่ในรูปแบบแว่นตาก็คงจะสะดวกไม่ใช่น้อย

Source: Business Insider

โพสท์ใน ทั่วไป | ปิดความเห็น บน Facebook เชื่อปี 2022 สมาร์ทโฟนอาจถึงยุคเปลี่ยนรูปทรงเป็นแบบแว่นตา

เครื่องตัดเลเซอร์ ด้วยลำแสงเลเซอร์

เครื่องตัดเลเซอร์ ด้วยลำแสงเลเซอร์ สามารถตัด เจาะ ฉลุ ชิ้นงานต่างๆ ทั้ง ไม้ โลหะ สแตนเลส อลูมิเนียม อะครีลิค ทองเหลือง ทองแดง ฯลฯ เหมาะกับชิ้นงานที่ต้องการความประณีต และความละเอียดสูงเป็นพิเศษ

ทุกขั้นตอนควบคุมโดยทีมงานที่ผ่านการอบรมและมากด้วยประสบการณ์ ออกแบบโดยโปรแกรมคอมพิวเตอร์คุณภาพสูง จึงมั่นใจได้ว่าวัสดุที่นำมาตัด จะได้เนื้องานมากที่สุด เสียเศษน้อย ชิ้นงานทุกชิ้นจะมีความคลาดเคลื่อนน้อยมาก (น้อยกว่า 5 ไมครอน หรือ 0.005 มิลลิเมตร) ชิ้นงานทุกชิ้นมีความเรียบเนียน สวยงาม

เหมาะสำหรับงานอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิคส์ ลวดลายเฟอร์นิเจอร์ สินค้าของชำร่วย จนถึงสินค้าขนาดใหญ่ เช่น อะไหล่งานเกษตร หรือชิ้นส่วนประกอบรถยนต์

โพสท์ใน เครื่องตัดเลเซอร์ | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน เครื่องตัดเลเซอร์ ด้วยลำแสงเลเซอร์

มุ้งลวดที่ทำจากไฟเบอร์

จากปัญหาการเกิดสนิมโลหะที่ทำให้มุ้งลวดผุกร่อน และปัญหาการสะท้อนแสงของมุ้งลวดที่ผลิตขึ้นใช้ในประเทศ จึงได้มีผู้นำเข้ามุ้งลวดที่ทำจากไฟเบอร์มาใช้แทนมุ้งลวดที่ทอจากเส้นอะลูมิเนียม ซึ่งคุณสมบัติของมุ้งไฟเบอร์จะไม่มีปัญหาเรื่องสนิมโลหะและการสะท้อนของแสง ทำให้มองผ่านมุ้งลวดได้ชัดเจนและสบายตากว่า ทั้งยังช่วยลดทอนแสงที่จะเข้าสู่อาคารได้มากกว่ามุ้งลวดอะลูมิเนียม

ข้อดีของมุ้งไฟเบอร์อีกอย่างหนึ่งก็คือ ผืนมุ้งจะมีความหยุ่นนุ่ม ไม่มีความคมที่จะระคายผิวเมื่อสัมผัส เหมือนมุ้งที่ทอจากเส้นลวด และผืนมุ้งไฟเบอร์จะมีหน้ากว้างมากกว่ามุ้งลวดทั่วไป คือมีหน้ากว้างถึง 84 นิ้ว ในขณะที่มุ้งลวดทั่วไปมีขนาดหน้ากว้าง 48 นิ้ว แต่มุ้งไฟเบอร์ก็มีปัญหาในเรื่องของความหย่อนตัวของมุ้งเมื่อใช้ไปนาน ๆ และปัญหาของการฉีกขาดได้ง่ายกว่ามุ้งลวดอะลูมิเนียม เมื่อถูกเฉี่ยวด้วยของมีคมหรือถูกบุหรี่

ในปัจจุบัน มุ้งลวดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากมุ้งลวดที่ใช้กันอยู่แต่เดิม มุ้งลวดที่กล่าวถึงนี้ ผลิตขึ้นจากเส้นลวดอะลูมิเนียมที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง .011นิ้ว ทอสานขึ้นเป็นผืน โดยในหนึ่งตารางนิ้วจะมีความละเอียดของช่องตารางเท่ากับ 16-18 ช่องตาราง เมื่อทอเป็นผืนแล้วจะผ่านการชุบอโนไดซ์สีเดียวกับอะลูมิเนียม จากนั้นจึงเข้าเครื่องอบและเป่าแป้ง มุ้งลวดที่ได้จากการผลิตในขั้นตอนนี้ จะดูเหมือนมุ้งลวดธรรมดาทั่วไป แต่จะมีอายุการใช้งานนานกว่า เนื่องจากผ่านการชุบอโนไดซ์ เพื่อป้องกันการผุกร่อน

นอกจากนี้การชุบอโนไดซ์ยังมีผลให้เส้นลวดลดความคม ช่วยให้ระคายผิวน้อยลงเมื่อสัมผัสและผืนมุ้งจะมีการจับยึดระหว่างเส้นลวดดีขึ้น ไม่โย้ไปมาเมื่อถูกแรงดึงเหมือนกับมุ้งลวดธรรมดา ทำให้ง่ายต่อการขึงเข้ากับกรอบบาน แต่มุ้งลวดที่ได้จากการผลิตขั้นตอนนี้ ยังคงมีการสะท้อนของแสงจากมุ้งลวด ทำให้ภาพที่มองผ่านมุ้งลวดนี้ไม่ชัดเจนนัก

ปัญหาที่เกิดจากการสะท้อนแสงของมุ้งลวด ได้มีการแก้ไขโดยการนำผืนมุ้งลวดที่ผ่านการชุบอโนไดซ์ครั้งที่หนึ่งแล้วนั้น ไปชุบอโนไดซ์สีชาดำอีกครั้งหนึ่ง ความหนาของเคลือบผิวประมาณ 10-14 ไมครอน เมื่อผ่านการชุบอโนไดซ์สีชาดำแล้ว มุ้งลวดจะทนต่อการกัดกร่อนของสนิมโลหะได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความชื้นในสภาพการใช้งานปกติ หรือได้ความเค็มจากน้ำทะเล นอกจากนี้การชุบสีชาดำยังช่วยลดการแผ่รังสีความร้อนจากภายนอกอาคารเข้าสู่ภายในได้ถึง 30% ด้วย

ผลที่ได้จากการชุบอโนไดซ์สีชาดำอีกประการหนึ่งคือ มุ้งลวดจะไม่สะท้อนแสง ทำให้ภาพที่มองผ่านมุ้งลวดชนิดนี้มีความชัดเจนมากกว่ามุ้งลวดชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวมุ้งลวดมีความเรียบและลื่นมากขึ้นกว่าการชุบมุ้งลวดได้ง่ายกว่ามุ้งลวดธรรมดาทั่วไปและนอกจากจะชุบอโนไดซ์สีชาดำแล้ว ยังมีมุ้งลวดชนิดชุบอโนไดซ์สีถ่าน (Charcoal Finish) ให้เลือกอีกอย่างหนึ่งด้วย ซึ่งมีคุณสมบัติต่าง ๆ เหมือนกับการชุบอโนไดซ์สีชาดำ

โพสท์ใน มุ้งลวด | ติดป้ายกำกับ | ปิดความเห็น บน มุ้งลวดที่ทำจากไฟเบอร์